วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

คำสั่ง sql ที่ใช้กับ php บ่อยๆ

คำสั่ง sql ที่ใช้กับ php บ่อยๆ

ติดต่อ Mysql Server โดยใช้ mysql_connect()
mysql_connect
(“localhost”,”username”,”password”);เลือกติดต่อฐานข้อมูล โดยใช้ mysql_select_db()
$link= mysql_connect(“localhost”,”username”,”password”);
mysql_select_db(“dbname”$link);

สร้างฐานข้อมูล โดยใช้ mysql_create_db()
$link= mysql_connect(“localhost”,”username”,”password”);
mysql_create_db(“dbname”,$link);

คิวรี่ฐานข้อมูล โดยใช้ mysql_db_query()
$link= mysql_connect(“localhost”,”username”,”password”);
$query=”select field1,field2 from table_name”;
$result=
mysql_db_query(“dbname”, $query,$link);
เงื่อนไขต่างๆ
mysql_close($link);

ยกเลิกการติดต่อฐานข้อมูล โดยใช้ mysql_close()
$link= mysql_connect(“localhost”,”username”,”password”);
mysql_close($link);

ลบฐานข้อมูล โดยใช้ mysql_drop_db()
$link= mysql_connect(“localhost”,”username”,”password”);
mysql_drop_db(“dbname”,$link);
mysql_close($link);
Note
localhost คือ hostname
username คือ ชื่อผู้ใช้งาน MySQL
password คือ รหัสผ่านของผู้ใช้งาน MySQL
dbname คือ ชื่อฐานข้อมูล
table_name คือ ชื่อตาราง
field คือ ชื่อของฟิลด์

คำสั่ง SQL ในการ Select ตาราง
select * from table_name 
select * from table_name where field_name=’$variable_name’การใช้ limit ในการ Select ตาราง
select * from table_name order by field_name desc limit 0, 1

คำอธิบาย limit 0, 1

0 หมายถึง ให้เริ่มแสดงจาก record ที่ 0 (record แรก)
หมายถึง ให้แสดงเป็นจำนวน 1 record 
หรืออธิบายเพิ่ม 1 หมายถึงนับว่าจะเอากี่เรคคอร์ด จาก 0
เช่น limit 2,2 หมายความว่าเอาตั้งแต่ เรคคอร์ด 2 ถึง 3 เป็น 2 เรคคอร์ด

การดึงข้อมูลโดยกำหนดให้เรียงลำดับข้อมูล
select * from table_name order by field_name desc 
desc เป็นการเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย
asc เป็นการเรียงลำดับจากน้อยไปหามาก

การดึงข้อมูลเฉพาะฟิลด์ที่ต้องการ
Select field_name1,field_name2 from table_name

คำสั่ง SQL ในการ Update
Update table_name set field_name1=’$data1
, field_name2=’$data2

คำสั่ง SQL ในการ Insert
Insert into table_name (field_name1, field_name2) values (‘$data1
,’$data2)

คำสั่ง SQL ในการ Delete
Delete from table_name where field_name=’$variable’

คำสั่งที่ใช้ในการ search คือ LIKE 
$sql=”SELECT * FROM table_name WHERE $field_search LIKE ‘$search'”;
$result=mysql_query($sql);
เมื่อ $field_search = ฟิลด์ที่ต้องการค้นหา เช่น ค้นหาโดยใช้ชื่อ , นามสกุล
$search=คำที่ต้องการค้นหา
LIKE ‘%$search’ แปลว่า ลงท้ายด้วย $search
LIKE ‘$search%’ แปลว่า ขึ้นต้นด้วย $search
LIKE ‘%$search%’ แปลว่า มีคำว่า $search (ช้าสุด)
Note
table_name คือชื่อตาราง
field_name คือชื่อฟิลด์
$variable คือค่าที่ได้รับมาจากตัวแปร
$variable_name คือค่าที่ได้รับมาจากตัวแปร
$data คือค่าหรือข้อมูลที่ได้รับมาจากตัวแปร
$field_search คือค่าที่ได้รับมาจากตัวแปรว่าเลือกค้นหาใน ฟิลด์ไหน
$search คือค่าที่ได้รับมาจากตัวแปร ว่าใช้คำ keyword ไหนในการค้นหา


(ที่มา : http://www.cmssociety.com/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87-mysql.html)

คำสั่ง sql

คำสั่ง sql
            MySQL  เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่ใช้จัดเก็บข้อมูลโปรแกรม

คำสั่ง SQL พื้นฐาน

คำสั่งสร้างฐานข้อมูล
        รูปแบบคำสั่ง การสร้าง file database
        CREATE DATABASE databasename
        คำอธิบาย
        CREATE DATABASE
        เป็นคำสั่งที่ใช้สร้าง file database
        databasename เป็นชื่อ file database ที่เรากำหนดขึ้น
        ตัวอย่าง
         mysql>CREATE DATABASE datatest;
         จากคำสั่งเราต้องการสร้าง file database ที่ชื่อว่า test 

แสดงฐานข้อมูล
       รูปแบบคำสั่ง การแสดง file database
        SHOW DATABASES
        คำอธิบาย
        SHOW DATABASES เป็นคำสั่งที่ใช้แสดง database ทั้งหมดที่มี
       ตัวอย่าง
       mysql>SHOW DATABASES;
       ให้แสดง database ทั้งหมดที่มีใน Programe MySQL นี้ 

 เลือกใช้ฐานข้อมูล
       รูปแบบคำสั่ง การติดต่อ file database
        USE database
        คำอธิบาย
        USE เป็นคำสั่งที่ใช้ติดต่อ file database
        database เป็นชื่อ file database ที่ต้องการติดต่อ
       ตัวอย่าง
       mysql>USE datatest;
       ให้ติดต่อหรือเชื่อมต่อ file database ที่ชื่อ datatest 

สร้างตารางข้อมูล
       รูปแบบคำสั่งสร้าง table
        CREATE TABLE data1 (field1, filed2, filed3, filedn)
หรือ
       create_definition:
       col_name type [NOT NULL | NULL] [DEFAULT default_value]
                               [AUTO_INCREMENT][PRIMARY KEY]
                               [reference_definition]
        or    PRIMARY KEY (index_col_name,...)
        or    KEY [index_name] (index_col_name,...)
        or    INDEX [index_name] (index_col_name,...)
        or    UNIQUE [INDEX] [index_name] (index_col_name,...)
        คำอธิบาย
        CREATE TABLE data1
        CREATE TABLE เป็นคำสั่งสร้าง table data1 เป็นชื่อ table ที่ต้องการสร้าง
       field1 เป็นชนิดของ column
       ตัวอย่าง
       mysql>CREATE TABLE  phonebook(
       -> name VARCHAR(25),
       -> email VARCHAR(30),
       -> phone INT,
       -> ID INT NOT NULL AUTO_INCREMENT,
       -> PRIMARY KEY(ID));
 

เพิ่มข้อมูล
       รูปแบบคำสั่งการเพิ่มข้อมูลลงใน table
        INTER INTO  tablename (field1,field2,fieldn) VALUES ('field1', 'field2', 'field2');
        คำอธิบาย
        INTER INTO  tablename  ('field1', 'field2', 'fieldn');
        INTER INTO เป็นคำสั่งเพิ่มข้อมูลเข้าสู่ table
        tablename เป็นชื่อ table ที่ต้องการเพิ่มข้อมูล
        (field1,field2,fieldn) เป็นชื่อ field ที่ต้องการเพิ่มข้อมูล
        VALUES กลุ่มของข้อมูลที่ต้องการเพิ่ม
        ('field1', 'field2', 'fieldn') เป็นข้อมูลของแต่ละ field ที่ต้องการเพิ่ม
        field 1  เป็น field ที่ 1 ของข้อมูลที่ต้องการเพิ่ม (จากที่ได้ออกแบบ Table ไว้)
        field 2  เป็น field ที่ 2 ของข้อมูลที่ต้องการเพิ่ม
        field n  เป็น field ที่ n ของข้อมูลที่ต้องการเพิ่ม
       ตัวอย่าง
       mysql>INTER INTO phonebook  (name,email,phone) VALUES
       mysql>('ภาสกร เรืองรอง',
       mysql>'ccpasskn@hotmail.com'
       mysql>223102, NULL);
 

อ่านข้อมูล
        รูปแบบคำสั่งสืบค้นข้อมูลโดยขอดูข้อมูลทั้งหมด table
        SELECT *  FROM  tablename;
        รูปแบบคำสั่งสืบค้นข้อมูลโดยขอดูข้อมูลบางส่วน(บาง field)ทั้งหมด table
        SELECT fieldname FROM  tablename;
        คำอธิบาย
        SELECT fieldname FROM  tablename;
        SELECT คำสั่งเลือกข้อมูล
        fieldname field ที่ต้องการ ถ้าต้องการทุก field ให้ใช้เครื่องหมาย "*"
        FROM     จาก table อะไร
        tablename table ที่ต้องการสืบค้น
       ตัวอย่าง
       mysql>SELECT * FROM  phonebook;
       mysql>SELECT name,email FROM  phonebook;
 

แก้ไขข้อมูล
       รูปแบบคำสั่งการแก้ไขข้อมูล
       UPDATE tablename SET  fieldname='datanew' WHERE fieldname='dataold;
        คำอธิบาย
        UPDATE tablename SET  fieldname='datanew' WHERE fieldname='dataold';
        UPDATE เป็นคำสั่งแก้ไขข้อมูล
        tablename เป็นชื่อ table ที่ต้องการแก้ไขข้อมูลภายใน table
        fieldname='datanew' เป็นชื่อ field และข้อมูลใหม่ที่ต้องการแก้ไขข้อมูล
        WHERE คำสั่งค้นหาข้อมูล
        fieldname='dataold; เป็นชื่อ field และข้อมูลเก่าที่ต้องถูกแก้ไข
       ตัวอย่าง
       mysql>UPDATE phonebook SET  name='somjai' WHERE name='somsee';
 

ลบข้อมูล
       รูปแบบคำสั่งการลบข้อมูล
       DELETE FROM tablename WHERE (fieldname='datadel');
        คำอธิบาย
        DELETE FROM tablename WHERE (fieldname='datadel');
        DELETE FROM เป็นคำสั่งลบข้อมูล
        tablename เป็นชื่อ table ที่ต้องการลบข้อมูลภายใน table
        WHERE คำสั่งค้นหาข้อมูล
        fieldname='datadel' เป็นชื่อ field และข้อมูลที่ต้องการลบ
       ตัวอย่าง
       mysql >DELETE FROM phonebook WHERE (name='somsee');
 


(ที่มา :http://www.cmssociety.com)

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ข้อสอบ O-NET

ข้อสอบ O-NET

1.ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่นำมาใช้บนอุปกรณ์พกพาประเภท Smartphone.
1.  Ubumtu      
2.  Iphone  os
3.  Android      
4.  Symbian

2. หากมีคอมพิวเตอร์อยู่แล้วอุปกรณ์ข้อใดจำเป็นต้องใช้ในการติดตั้งอินเตอร์เน็ต
ก. CD-ROM, คู่สายโทรศัพท์
ข. Modem, คู่สายโทรศัพท์
ค. CD-ROM, Scanner
ง. Modem, Scanner

3.ลิขสิทธิ์โปรแกรมประเภทรหัสเปิด (Open Source) อนุญาตให้ผู้ใช้ทำอะไรได้บ้าง
ก.  นำโปรแกรมมาใช้งานโดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์
ข.  ทดลองใช้โปรแกรมก่อนถ้าพอใจจึงจ่ายค่าลิขสิทธิ์
ค.  แก้ไขปรับปรุงโปรแกรมเองได้
1.  ข้อ  ก กับ  ข้อ       
2.  ข้อ    กับ  ข้อ 
3.  ข้อ    อย่างเดียว    
4.  ข้อ    อย่างเดียว

4.ระบบกระดานสนทนาหรือเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งมีความต้องการดังนี้
ก.  ต้องให้ผู้ใช้สามารถตั้งกระทู้โต้ตอบกันได้โดยผู้ใช้ต้องแสดงตัวตน(ล็อกอิน)เพื่อเข้าระบบก่อน
ข.  ผู้ใช้สามารถตั้งกระทู้หรือเข้าไปตอบกระทู้ที่ตั้งไว้แล้วได้
ค.  ระบบจะบันทึกชื่อผู้ตั้งและผู้ตอบไว้ด้วย
ในการออกแบบฐานข้อมูลดังกล่าวข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง.
1.  ต้องสร้างตารางผู้ใช้ ตารางกระทู้และตารางคำตอบ
2.  ไม่ต้องสร้างตารางผู้ใช้เนื่องจากสามารถบันทึกชื่อผู้ใช้ในตารางกระทู้และตารางคำตอบได้เลย
3.  ต้องสร้างตารางผู้ใช้และตารางกระทู้ส่วนคำตอบจะอยู่ในตารางกระทู้อยู่แล้ว
4.  ไม่ต้องสร้างตารางกระทู้เพราะสามารถบันทึกกระทู้ที่ผู้ใช้ตั้งในตารางผู้ใช้ได้เลย

5. ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเมื่อค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาทำรายงาน.
1.  คัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์
2.  ใช้เนื้อหาจากกระดานสนทนา(Web board)มาใส่ในรายงาน
3.  นำรูปภาพจากเว็บไซต์มาใส่ในรายงาน
4.  อ้างอิงชื่อผู้เขียนบทความ


6.ห้องสมุดแห่งหนึ่งต้องการพัฒนาระบบยืมหนังสือโดยสามารถบันทึกข้อมูลการยืมหนังสือลงบนบัตรอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ต้องเขียนด้วยมือระบบนี้ควรใช้เทคโนโลยีในข้อใด
1.  Smart  Card         
2.  Fingerprint
3.  Barcode                
4.  WiFi

7.ผู้ประกอบอาชีพเป็นผู้พัฒนาเว็บไซต์ต้องเชี่ยวชาญความรู้ด้านใดบ้างจากตัวเลือกต่อไปนี้.
ก.  ฮาร์แวร์คอมพิวเตอร์                  ข.  ระบบปฎิบัติการ
ค.  เว็บเซิร์ฟเวอร์                          ง.  HTML
จ.  ระบบฐานข้อมูล                      ฉ.  ภาษาจาวา (Java)
1.  ข้อ  ก และ ค                    
2.  ข้อ    และ 
3.  ข้อ    และ                    
4.  ข้อ    และ 

8.ข้อใดเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อข้อมูลไร้สายทั้งหมด.
1.  Wi-Fi  ,  IP             
2.  Wi-Fi  ,Bluetooth
3.  3G  ADSL                
4.  3G    Ethernet

9.ข้อใดไม่ใช่ข้อเสียของการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์.
1.  การทำผิดกฎหมายลิขสิทธิ์มีความผิดทางอาญา
2.  เป็นช่องทางหนึ่งในการระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์
3.  ผู้ใช้จะไม่ได้รับการบริการจากผู้พัฒนาถ้าหากมีปัญหาการใช้งาน
4.  ทำให้ผู้พัฒนาซอฟแวร์ไม่มีรายได้เพื่อประกอบการและพัฒนาต่อไปได้

10. ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องที่สุด.
1.  การบันทึกข้อมูลลงแผ่นดีวีดีใช้เทคโนโลยีแบบแม่เหล็ก
2.  หมายเลขไอพีเป็นหมายเลขที่ใช้กำกับ  Network Interce Card
3.  หน่วยความจำสำรองเป็นหน่วยความจำที่มีคุณลักษณะแบบ Volntile
4.  รหัส ACIIและEBCIDICเป็นการวางรหัสตัวอักษรที่ใช้ขนาด  8 บิต

(ที่มา : http://www.konsorb.com/news_detail.php?news=488)

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

String Functions

String Functions
การใช้สตริง (String) ภาษา php มีกาารสร้างฟังก์ชันสำหรับการทำงานกับสตริงโดยทั่วไปมีความจำเป็นอย่างมาก ที่ผู้ใช้จะต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เพราะจะต้องนำไปให้เป็นส่วนประกอบ ในการสร้าง Web Application ขอแสดงตัวอย่างรายละเอียดดังนี้
addslahes() จะทำการเพิ่มเครื่องหมาย \ (Back Slashes) ให้กับ String ที่มีสัญลักษณ์ ('), ("), (\) ดังตัวอย่าง เช่น
<?
$data = "It 's Home.";
echo addslashes($data);
?>
ผลลัพธ์ที่ได้คือ It \'s Home.

chr() เป็นฟังก์ชั่นในการแปลงค่าตัวเลข ASCII กลับมาเป็นตัวอักษร เช่น
<?
$data = "65";
echo chr($data);
?>
ผลลัพธ์ที่ได้คือตัวอักษร A

echo() ใช้ในการแสดงข้อความ สามารถแสดงได้หลายบรรทัด และสามารถใช้รหัสคอบคุม String ได้ด้วย ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้
<?
echo "Hellow Member \n";
echo "My name is Diaw";
echo "I Design and Create
ASPThai.Net";
?>
ผลลัพธ์ที่ได้คือข้อความ Hellow Member My name is Diaw I Design and Create ASPThai.Net
ข้อสังเกตุ สำหรับคำสั่ง \n เป็นคำสั่งสำหรับขึ้นบรรทัดใหม่ แต่จะใช้กับ HTML Code ดังนั้ถ้าต้องการให้ข้อความขึ้นบรรทัดใหม่ให้ใช้คำสั่ง <br>

explode() ใช้ในการแบ่ง String โดยต้องกำหนดอักขระที่ใช้แบ่ง เมื่อแบ่งเสร็จแล้วค่า String ที่ถูกแบ่งย่อยจะเก็บอยู่ในตัวแปรอาเรย์ เช่น
<?
$a = "A B C D E F";
&b = explode(" ", $a);
echo "$b[0], $b[1]";
?>
ใน ตัวอย่างนี้ String ที่กำหนดจะถูกแบ่งด้วยช่องว่าง โดยดูจากฟังก์ชั่น explode ค่ากำหนดแรกคืออักขระที่ใช้แบ่ง (" ") ค่ากำหนดที่ 2 คือ String ที่จะนำมาแบ่ง ($a) สุดท้าย String ที่แบ่งเรียบร้อยแล้วจะเก็บ ในอาเรย์ $b เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้เมื่อเราดูจาก Browser คือ A, B

htmlspecialchars() ใช้ในกรณีที่ต้องการแสดงแท็ก HTML บน Browser เช่น
<?
$a = "<B>ASPThai.Net</B>";
print htmlspecialchars($a)
?>
ผลลัพธ์ที่ได้คือ <B>ASPThai.Net</B> ทำให้เวลาดูจาก Browser แทนที่จะเป็นตัวหนา กลับแสดงเป็นข้อความ HTML แทน

print() ใช้ในการแสดงข้อความ คล้ายกับคำสั่ง echo() 
sprintf() ใช้ในการแสดงข้อความแต่สามารถกำหนดรูปแบบได้ เช่น
<?
$a = 108.75;
$b = 14.15;
$total = $a + $b;
$f = sprintf ("%01.2f", $total);
print $total;
print "<BR>";
print $total;
?>
จากตัวอย่างเป็นการกำหนดให้แสดงทศนิยม 2 ตำแหน่ง

strlen() ใช้ในการจำนวนอักขระทั้งหมดใน String เช่น
<?
$a = "ASPThai.Net";
print strlen($a);
?>
ซึ่งมีค่าเท่ากับ 11

strpos() ใช้ในการหาตำแหน่งของ String โดยที่ตำแหน่งแรกคือ 0 เช่น
<?
$a = "ASPThai.Net";
print strpos($a, "Net");
?>
จะได้ผลลัพธ์คือ 8

strrev() ใช้ในการสลับตำแหน่ง String จากหลังมาหน้า เช่น
<?
$a = "ASPThai.Net";
print strrev($a);
?>
จะได้ผลลัพธ์คือ teN.iahTPSA

strstr() ใช้ในการค้นหาคำใน String เช่น
<?
$a = "ASPThai.Net All in site for You";
$word = "All";
if(strstr($a,$word))
{ echo "Found."; }
else { echo "Not Found."; }
?>
จากตัวอย่างถ้าค้นพบคำที่ค้นหาจะแสดงคำว่า Found. แต่ถ้าไม่พบจะแสดงคำว่า Not Found.

strtolower() ใช้ในการเปลี่ยน String ให้เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด
<?
$a = "ASPThai.Net All in site for You";
echo strtolower($a);
?>
ผลลัพธ์ที่ได้คือ aspthai.net all in site for you

strtoupper() ใช้ในการเปลี่ยน String ให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด
<?
$a = "ASPThai.Net All in site for You";
echo strtoupper($a);
?>
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ASPTHAI.NET ALL IN SITE FOR YOU

str_replace() ใช้ในการค้นหาและแทนที่ String เช่น
<?
$a = "ASPThai.Net All in site for You";
$b = str_relpace("for", "to", $a);
echo $b;
?>
จากตัวอย่างเป็นการค้นหาคำว่า for แล้วเปลี่ยนเป็นคำว่า to
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ASPThai.Net All in site to You

trim() ใช้ในการตัดช่องว่างทั้งหน้าและหลัง String เช่น
<?
$a = " ASPThai.Net All in site for You ";
$b = trim($a);
?>
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ตัวแปร $b จะเก็บคำว่า "ASPThai.Net All in site for You" โดยไม่มีช่องว่างทั้งหน้าและหลัง

ucfirst() ใช้ในการเปลี่ยนตัวอักษรตัวแรกให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่
<?
$a = "what are you doing?";
echo ucfirst($a);
?>
ผลลัพธ์ที่ได้คือ Whai are you doing?

ucwords() ใช้ในการเปลี่ยนตัวอักษรตัวแรกของทุกคำให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่
<?
$a = "what are you doing?";
echo ucwords($a);
?>
ผลลัพธ์ที่ได้คือ Whai Are You Doing?